ครั้งแรกในไทยเทคโนโลยีประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของ AI
MUI Robotic จับมือ ม.มหิดลและสมาคมAIEAT จัดงาน ” Sensory AI Open House 2026″ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ “ เทคโนโลยีประสาทสัมผัสสำหรับ AI”
งาน ” Sensory AI Open House 2026″ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ภายใต้แนวคิด “Thailand’s First Sensory AI Platform : The Next Layer of Industrial Intelligence” หรือ Sensory AI แห่งแรกของไทย กับการพลิกโฉมอุตสาหกรรมสู่ยุคใหม่ของ Industrial Intelligence โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพันธมิตรทั้งจากสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมรวมถึงประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 400 คน
เทคโนโลยีประสาทสัมผัสสำหรับ AI
ดร.วันดี วัฒนกฤษฎิ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด หรือ MUI Robotic เปิดเผยว่า งาน Sensory AI Open House 2026 เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ MUI Robotic มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรจากภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และระบบนิเวศ AI ของประเทศไทย ต้องการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ “เทคโนโลยีประสาทสัมผัสสำหรับ AI” หรือ “ Sensory AI” ซึ่งเป็นมิติใหม่ของ AI ที่ไม่ได้รับรู้เพียงภาพ เสียง หรือข้อความ แต่สามารถรับรู้ “กลิ่นและรสชาติ” ได้เช่นเดียวกับมนุษย์
“วันนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุค AI Economy และข้อมูลกำลังเป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังมีข้อมูลอีกชั้นหนึ่งที่ยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มศักยภาพ นั่นคือ ข้อมูลจากประสาทสัมผัส หรือ Sensory Data เราเชื่อว่า กลิ่นและรสชาติ คือ New Data Layer of AI ที่จะช่วยให้ระบบอัจฉริยะเข้าใจโลกจริงได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ”

จุดเริ่มต้นของ Sensory AI
ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ดมกลิ่น จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist Officer) บริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของ Sensory AI เกิดจากงานวิจัยด้านหุ่นยนต์ดมกลิ่นและระบบเซนเซอร์ตรวจจับสารระเหย ที่มีการศึกษามายาวนานกว่า 20 ปี ภายในห้องปฏิบัติการ
ช่วงแรกทีมวิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาเซนเซอร์และอัลกอริทึมพื้นฐาน แต่ความท้าทายสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่โลกจริง เพราะสภาพแวดล้อมในโรงงานและอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนสูงกว่ามาก จึงต้องมีการพัฒนาทั้งด้านฮาร์ดแวร์ AI ระบบ Cloud การจัดการข้อมูล รวมถึงสร้างโมเดลกลิ่นที่เรียนรู้จากข้อมูลจริงจำนวนมาก
ปัจจุบัน Sensory AI ไม่ใช่เพียงงานวิจัยอีกต่อไป แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริง และถูกใช้งานกับลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม
พัฒนาการของเทคโนโลยี AI สามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค โดยยุคแรกคือ ยุค Pattern หรือการจดจำรูปแบบ เช่น การจำใบหน้าคนในสนามบิน แต่ยังไม่มีเหตุผลมารองรับว่าคนนั้นเป็นใครหรือมีรายละเอียดอย่างไร ยุคที่ 2 คือยุค Reasoning หรือเหตุผล ซึ่งเป็นยุคปัจจุบันที่ AI เริ่มมีเหตุผลและสามารถพูดคุยโต้ตอบเพื่อช่วยวางแผนงานหรือทำรายงานสรุปผลได้ ส่วนยุคที่ 3 คือ Emotion & Feeling จะเป็นยุคที่เรากำลังจะก้าวไป โดยเป็นยุคของอารมณ์และความรู้สึก AI จะมีความรู้สึกนึกคิดใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันในยุคที่ 3 นี้ยังต้องการงานวิจัยพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมาก และต้องใช้ศาสตร์หลากหลายไม่ใช่แค่ด้านเทคโนโลยีแต่ยังมีด้านมนุษยศาสตร์อีกด้วย
“ ที่ผ่านมา AI เรียนรู้จากภาพ เสียง และข้อความจำนวนมหาศาล แต่ในโลกจริงยังมีข้อมูลอีกประเภทหนึ่งที่มนุษย์ใช้ตัดสินใจทุกวัน คือ ข้อมูลจากประสาทสัมผัส ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหาร กลิ่นใช้ตัดสินคุณภาพสินค้า ในสิ่งแวดล้อมกลิ่นจะสะท้อนปัญหามลพิษ ขณะที่ในเรื่องสุขภาพ กลิ่นลมหายใจอาจเป็น Biomarker ของโรค เมื่อ AI สามารถเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ได้ จะช่วยยกระดับการตัดสินใจ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้เกิดระบบอัจฉริยะที่ใกล้เคียงการรับรู้ของมนุษย์มากขึ้น ”
ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน AI ระดับโลก มีความสามารถด้านการมองเห็น (ตา) และการได้ยิน (หู) แล้ว แต่ยังขาดประสาทสัมผัสเรื่องลิ้น (การรับรส) และ จมูก (การรับกลิ่น) MUI จึงมุ่งพัฒนา Sensory AI Platform ที่เปลี่ยนกลิ่นและรสชาติให้เป็นข้อมูลดิจิทัล ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มแรกในประเทศไทยที่จะช่วยเติมเต็มประสาทสัมผัสส่วนนี้ให้ครบถ้วน และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้ AI สามารถสัมผัสและเข้าใจโลกกายภาพได้เหมือนกับที่มนุษย์เข้าใจ
มองอุตสาหกรรมอาหารตลาดใหญ่ Sensory AI
ปัจจุบัน MUI ได้ทำตลาดโดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทยและมีแหล่งข้อมูลมหาศาล โดย Sensory AI จะช่วยย่นระยะเวลาในการสร้างนวัตกรรมอาหาร เปลี่ยนจากการทดลองสูตรอาหารในสภาวะจริง มาเป็นการทดลองรสชาติในโลกเสมือน ทำให้กระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารสั้นลงอย่างมากและออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการขยายบริการสู่เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การตรวจสอบมลพิษทางกลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และการใช้ AI แทนดุลพินิจของมนุษย์ในการตรวจสอบคุณภาพ (QC) ช่วยให้ผลการตรวจสอบแม่นยำและโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งออกและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล
ปัจจุบันจากการเก็บข้อมูลด้านอาหารมากว่า 5 ปี มีข้อมูลประมาณ 200 ล้านชุดข้อมูล อนาคต MUI ตั้งเป้าเก็บข้อมูลให้ถึงระดับแสนล้านชุดข้อมูล เพื่อทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูล (Database) ที่แข็งแกร่งและแม่นยำที่สุดในด้านกลิ่นและรสชาติ และกลายเป็นมาตรฐานที่ถูกนำไปใช้ทั่วโลก
ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของ AI
ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SYNAPES Thailand กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของ AI จากเดิมที่เน้นการทดลองใช้งาน สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
“จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการสร้างความสามารถด้าน AI ให้กับทั้งบริษัทและมหาวิทยาลัยที่พัฒนาคนขึ้นมา ตลาด AI ที่เติบโตประมาณ 30 % ต่อปี คาดว่าปี 2569 นี้จะมีมูลค่าตลาดประมาณ 50,000 ล้านบาท ถือได้ว่าประเทศไทยมีความพร้อม แต่กลับมีสัดส่วนตลาดที่เป็นของผู้ประกอบการไทยจริง ๆ ไม่ถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล จึงต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการด้าน AI จากปัจจุบันที่มีประมาณ 200 บริษัท ไทยไม่ได้ขาดบุคลากรด้าน AI แต่อาจจะขาดคนที่มีทักษะพิเศษ หรือ Talent ในการออกไปทำงานจริงและสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคหรือในระดับโลก”
น้ำผึ้งไทยไม่ด้อยค่าใช้งานวิจัยยกระดับสู่ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก
แกร็บเปิดรายงานความยั่งยืนปี 2568สร้างรายได้ให้คนขับ-ร้านค้า