บพท.ชูสูตร “THE 3Ea” เติมอาวุธธุรกิจชุมชนฐานรากไทยให้เติบโต
กองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สังกัด สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน จัดงาน LEsEXPO – Local Enterprises Exposition 2026“สูตรสำเร็จ LE-Local Enterprises…เติมอาวุธธุรกิจชุมชน…สร้างเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตยั่งยืน”
ภายใต้กรอบแนวคิด “THE 3Ea – พลังงานที่เล็กที่สุดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้” เพื่อนำเสนอความสำเร็จของการดำเนินการภายใต้กรอบวิจัย LE (Local Enterprises = Area-based Innovation for Local-economy Growth Engine) ในการสร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชน ด้วยกระบวนการทำงานแบบเสริมพลัง-เชื่อม/สานประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนในพื้นที่

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจฐานรากมีสัดส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 45 ของ GDP ประเทศ และเป็นแหล่งทำมาหากินของประชาชนหลายสิบล้านคน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ
กระทรวง อว. จึงมุ่งนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ บูรณาการกับวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการสร้างโอกาสใหม่เพื่อยกระดับธุรกิจชุมชน (Local Enterprises) ให้เป็น “Local Growth Engine for Local Economy Growth” หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิด “Area-Based Economy” หรือเศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“ความสำคัญของธุรกิจชุมชน (Local Enterprises: LE) คือ การทำหน้าที่เป็นกลไกเติมเงินและกักเก็บเม็ดเงินให้อยู่ในพื้นที่ จากข้อมูลวิจัยพบว่า รายจ่ายของธุรกิจชุมชนถึงร้อยละ71 จะหมุนเวียนอยู่ภายในท้องถิ่น ทั้งในรูปแบบการจ้างงานและการซื้อวัตถุดิบพื้นถิ่นดังนั้นก้าวต่อไปของกระทรวง อว. คือ การเดินหน้าสร้างและพัฒนา LE Accelerators เพื่อขยายโอกาสให้ธุรกิจชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และแหล่งทุนอย่างครบวงจร โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายให้ครอบคลุม 47,000 ธุรกิจชุมชน ภายในปี 2570 ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง เกื้อกูล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”
รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprisesกล่าวว่า การทำงานของกรอบวิจัย LE เป็นการทำงานผ่าน 2 ภาคส่วนสำคัญ (Key Acting Engines) คือ (1) ทำงานร่วมกับนักวิจัยเศรษฐกิจชุมชนใน 51 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศและ (2) ทำงานร่วมกับ 21,759 ธุรกิจชุมชน และ 45 นักพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (45 LE Heroes)
ทำงานผ่านกระบวนการเรียนรู้ภายใต้ 2 เครื่องมือ 1 กระบวนกร
(1) เครื่องมือเกื้อกูลซูเปอร์แอปพลิเคชัน และซูเปอร์ดาต้าอะนาไลติกส์ เป็นระบบปฏิบัติการเพื่อสร้างวินัยและการบริหารการจัดการทางการเงิน(Financial Literacy and Management) และระบบปฏิบัติการ คน-ของ-ตลาด โมเดล
(2)เครื่องมือเกื้อกูลซูเปอร์บอร์ดเกมส์ ที่พัฒนาและออกแบบขึ้นเพื่อจำลองสภาพการประกอบการธุรกิจเสมือนจริง
3) เกื้อกูลซูเปอร์โค้ช หรือ กระบวนกรพี่เลี้ยงในกระบวนการพัฒนาเรียนรู้ทั้งหมด ที่ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี 2562 เป็นต้นมาซึ่งจากการวิเคราะห์ผลการดำเนินการตลอด 7 ปีที่ผ่านมา พบว่า การพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน สามารถสร้างรายได้รวมของธุรกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 9,448 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังเกิดเม็ดเงินในการจ้าง/สร้างงาน 3,024 ล้านบาทต่อปี (จาก 72,516 คนในพื้นที่) และเกิดการการใช้วัตถุดิบในพื้นที่กว่า 5 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าวัตถุดิบในพื้นที่ปีละ 3,402 ล้านบาท
“การจัดงานวันนี้ เพื่อยืนยันว่า ธุรกิจชุมชนคือ กลไกสำคัญในการเติมเงิน สร้างฝายชะลอเงินไม่ให้ออกจากพื้นที่ จ้าง/สร้างงานให้กับคนในพื้นที่ ทั้งยังเกิดการใช้วัตถุดิบในพื้นที่และกระจายรายได้ในพื้นที่ให้เกิดความมั่งคั่งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริงและยั่งยืนและที่สำคัญคือ ภายใต้สูตรสำเร็จที่ผ่านการตกผลึกและพิสูจน์มาแล้วตลอด 7 ปี โดยให้ชื่อสูตรสำเร็จนี้ว่า “THE 3Ea” ซึ่งประกอบด้วย(1) 3E = Operating Growth Framework, (2) 5L = Key Operating Factors, (3) 7C = Co-Collaborating Design และ (4) 9E = 9 Working Steps”
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)กล่าวว่า
ที่ผ่านมาธุรกิจชุมชนของไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับ ‘การทำสัมมาชีพแบบดั้งเดิม’(Traditional Community-based Job) ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองหรือจำหน่ายในวงจำกัด แม้จะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและวัตถุดิบที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมูลค่าสร้างสรรค์ได้
ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ต้องทำ คือ การพัฒนาและยกระดับความสามารถในการประกอบการของธุรกิจชุมชนภายในพื้นที่ ด้วยกรอบคิดที่สร้างสรรค์และทำได้จริง ได้แก่คน–ของ–ตลาด โมเดล ที่มีบริบทพื้นที่เป็นตัวกำกับ เพื่อสร้าง คน ที่มีความสามารถพร้อมประกอบธุรกิจ ของ ที่มีมูลค่าสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นภายใต้บริบทพื้นที่และความต้องการของตลาด และท้ายสุดคือ ตลาด ที่ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้ากับตลาดเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนผ่านกลไกเติมเงินและยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ในพื้นที่ ที่นำไปสู่อัตราการเติบโตมวลรวมของธุรกิจชุมชนที่เป็นจริงอย่างยั่งยืน
เวทีใหญ่ของศิลปินรีบส่งผลงานเข้าประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 17
ทรูและมูลนิธิองค์กรทำดีเร่งสร้างเกราะป้องกันภัยออนไลน์ให้เยาวชน
พอกันทีสอนท่องจำครูพันธุ์ใหม่ลุกขึ้นมาสร้างนักเรียนพันธุ์ใหม่ให้เป็นนักคิด